บันเทิงไทย

จรินทร์พร จุนเกียรติ ใช้ชีวิตตามรอยพ่อ

  • 29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:45 น.
  • | เปิดอ่าน 7,368
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

จรินทร์พร จุนเกียรติ ใช้ชีวิตตามรอยพ่อ

โดย...รอนแรม

ดาราสาวจิตอนุรักษ์อย่าง เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ เธอเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งป่าไม้ ต้นน้ำ ท้องทะเล รวมถึงสัตว์ป่า ผ่านโครงการอีอีซี(EEC Thailand - Environmental Education Center) องค์กรที่ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาโดยตรง มุ่งเน้นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการให้ความรู้เชิงลึกอย่างสนุกสนาน ผ่านทางกระบวนการการจัดค่าย พาเด็กๆ และสมาชิกไปศึกษาสิ่งแวดล้อมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่า โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ซึ่งจะมีวิธีการเฉพาะตัวในแบบฉบับของอีอีซี ทั้งยังให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

เธอและ อเล็กซ์-อเล็กซานเดอร์ เรนเดลล์ ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา พร้อมทีมครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ ครูอลงกต ชูแก้ว ผู้ใช้ชีวิตเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่แค่ในฐานะของผู้อำนวยการกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย ยังรวมไปถึงโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า และโครงการอนุรักษ์ทางท้องทะเลด้วย

 

“เราได้นำแนวคิดที่ครูทำอยู่นั้นมาต่อยอดให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยอีอีซีต้องการปลูกฝังด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับเด็กๆ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่งขึ้นไป ผ่านแคมป์หลากหลายรูปแบบ เช่น ทำแคมป์ให้กับโรงเรียน ทำแคมป์เป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ให้บริษัทต่างๆ ซึ่งกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมศึกษาทั้งหมด”

เป้าหมายของอีอีซี คือ ต้องการให้เด็กและคนรุ่นใหม่โตขึ้นอย่างแข็งแรงและเป็นผู้นำที่ดี ด้วยความเชื่อที่ว่าธรรมชาติจะทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกับเด็กในเมืองที่ห่างไกลธรรมชาติมากขึ้นทุกที รวมถึงการปลูกฝังจิตอนุรักษ์ธรรมชาติที่จำเป็นต้องปลูกไว้ในใจของเด็กทุกคน

“ครูและพี่อเล็กซ์พูดเสมอว่า ถ้าเราจะอนุรักษ์อะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นก่อน ซึ่งตรงกับสิ่งที่อีอีซีทำ เราปลูกฝังเด็กๆ ให้ความรู้แก่เขา ทำให้เขาเข้าใจธรรมชาติจริงๆ ให้มันเข้าไปอยู่ในจิตเขาเลย เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติต้องถูกปลูกฝังจิตอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและเพื่อตัวมนุษย์เอง อีอีซีไม่สอนให้เด็กแข่งขันกันแต่สอนให้เด็กๆ เป็นเพื่อนกับทุกสิ่งเราขอบคุณแม้กระทั่งขี้ช้างที่เป็นคุณครูให้เรา”

 

อีอีซีก่อตั้งมาได้ประมาณ 1 ปีครึ่งเด็กที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในเมือง ซึ่งในตอนนี้ทางอีอีซีกำลังจัดกิจกรรมพิเศษให้เด็กในชนบทเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติให้เท่าเทียมกับเด็กในเมือง โดยมีองค์กรภายนอกเข้ามาสนับสนุนเพื่อมอบโอกาส ส่วนอีอีซีจะเป็นผู้ให้ความรู้

ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการมามีการจัดแคมป์มากกว่า 30 ครั้ง แต่ละแคมป์มีเนื้อหาต่างกัน ยกตัวอย่างแคมป์ที่เกี่ยวกับช้าง เนื้อหาทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับช้าง รวมถึงแคมป์แมลง ด้วงน้ำ และทุกๆ เรื่องในธรรมชาติ โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่สนุก เพื่อให้เด็กๆ ได้ซึมซับความรู้ไปโดยไม่รู้ตัว

“กล้าพูดได้ว่าอีอีซีเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่สามารถพาผู้เชี่ยวชาญหรือดอกเตอร์ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาสอนเด็กๆ ได้ อย่างเราไปเดินป่า ก็จะเดินไปกับผู้เชี่ยวชาญ ให้ความรู้เชิงลึกที่ย่อยให้เข้าใจง่ายมาสอนแก่เด็กๆ พร้อมกับให้เด็กเห็นของจริงในธรรมชาติ”

 

เต้ย เริ่มที่มาของอีอีซีว่า อาจเกิดขึ้นจากการช่วยช้าง ซึ่งเป็นครั้งที่ทำให้ทั้งสองเจอครูอลงกตและกลายมาเป็นผู้จุดประกายอีอีซี “เต้ยกับอเล็กซ์เป็นคนที่ชอบธรรมชาติอยู่แล้ว พอไปเห็นสิ่งที่ครูอลงกตสอนเด็กๆ ก็รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่อยากทำมาก เราไปเจอครูสอนเด็กๆ ดำน้ำ เห็นวิธีการที่ครูสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับเด็ก เราเลยตั้งใจที่จะสานต่อในสิ่งที่ครูทำ รวมถึงสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้”

นอกจากนี้ จิตอนุรักษ์ที่มีในตัวเต้ยยังส่งผลต่อการใช้ชีวิต จากเมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวก็แค่ไปเดินทางท่องเที่ยว แต่ในตอนนี้เธอศึกษาถึงคุณค่าถึงแก่นของธรรมชาติจริงๆ เวลาไปเที่ยว ทัศนคติที่มีต่อสิ่งรอบตัวก็เปลี่ยนไป “ไม่ว่าเต้ยจะเดินทางไปไหนในโลกนี้ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เราก็จะเห็นมันลึกลงไปกว่าเดิมที่เคยเป็น” เธอกล่าวเช่นนั้น อย่างช้าง สำหรับเธอแล้วช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทย ช้างไม่ได้มีหูมีตามีหางยาวอย่างเดียว แต่เธอรู้ลึกไปกระทั่งว่าช้างมีบทบาทสำคัญในป่าอย่างไร

ปัจจุบันเต้ยยังกำลังศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงทำธีซิสซึ่งเธอเลือกหัวข้อการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง ในภาวะที่เต่ามะเฟืองกำลังจะเป็นสัตว์สูญพันธุ์ในประเทศไทย

 

ตามรอยพระบาท

แน่นอนว่าอีอีซีได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เช่นเดียวกับครูอลงกตที่ทำงานเพื่อสังคมมาตลอดชีวิต

“เราทุกคนในอีอีซีมีไอดอลคนเดียวกันคือ ในหลวง อย่างเวลาเราจะพาเด็กๆ ไปศึกษาที่ไหน เราจะทำรีเสิร์ชและไปเซอร์เวย์ก่อน ซึ่งเต้ยเชื่อว่าทุกที่ที่เต้ยไปคือที่ที่พระองค์เคยเสด็จฯ ไปแล้ว เต้ยรู้สึกว่าบ้านของเราหรือบ้านของคนหนึ่งคนจะมีเนื้อที่อยู่ในเขตรั้วที่เรากำหนดไว้ แต่บ้านของพระองค์คือทั้งประเทศ ซึ่งกว้างมากๆ และท่านได้เสียสละทั้งชีวิตของท่านเพื่อที่จะเดินทางไปทั่วบ้านของท่าน ที่เป็นผืนแผ่นดินไทย ไปดูในทุกๆ ที่ว่ามีลูกคนไหนของท่านที่เดือดร้อนหรือทุกข์ร้อน มีอะไรที่ท่านจะสามารถพัฒนาได้บ้าง ท่านทำงานเพื่อป่าไม้ เพื่อแผ่นดิน และเพื่อประชาชนชาวไทย

เต้ยเชื่อว่าในตอนนี้สิ่งที่เต้ยกับอเล็กซ์ทำอยู่ เราจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด เพื่อที่จะตามรอยท่าน ให้ท่านได้ภูมิใจว่ายังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังพยายามผลักดัน ซึ่งไม่ใช่คนอายุ 20 กว่าอย่างเต้ย แต่ยังมีเด็กอายุ 10 กว่าขวบมีจิตใจเดียวกันที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมของเรายั่งยืนที่สุด เต้ยรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเราเกิดมา เราได้ทำประโยชน์ตรงนี้ เราไม่ได้เป็นคนยิ่งใหญ่อะไร แต่เราเป็นคนตัวเล็กที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อตั้งใจทำงานนี้ให้ดีที่สุด”

 

อีอีซีตั้งเป็นธุรกิจที่ต้องหารายได้ ทว่ารายได้ก็ไม่สำคัญเท่าคุณค่าที่สังคมจะได้รับจึงเรียกได้ว่าอีอีซีคือกิจการเพื่อสังคมรายหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้สังคม

“เด็กที่เคยผ่านแคมป์อีอีซีหลายครั้ง หรือที่เราเรียกว่าเด็กแอดวานซ์ เด็กๆ มีทัศนคติและมีจิตใจรักธรรมชาติจนเต้ยต้องเคารพพวกเขา อย่างมีเด็กคนหนึ่งอายุ 16 ปี เขารู้แล้วว่าโตไปเขาจะทำงานยูเอ็น เขาอยากอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าจริงๆ รวมถึงเด็กคนอื่น เต้ยเชื่อว่าเขาจะเป็นอนาคตของสิ่งแวดล้อมไทยแน่นอน” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ความรู้สึกต่อพ่อของแผ่นดิน

“เต้ยไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกไหนก่อนดี” เมื่อถามถึงความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสียงเจื้อยแจ้วของเธอเริ่มเปลี่ยนไป “เต้ยรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย และได้เห็นสิ่งที่ท่านทำมาตลอด เต้ยเห็นท่านเป็นแบบอย่างจริงๆ คำสอนทุกคำสอนของท่านมีคุณค่ามากๆ เหมือนเป็นคำสอนที่มาจากพระ สำหรับเต้ยแล้ว ท่านเป็นเทวดาเดินดินที่มีอยู่จริงๆ ท่านพูดน้อยแต่ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า ทุกพระราชกรณียกิจท่านทำเพื่อลูกๆ ของท่าน เพื่อให้ลูกๆ ของท่านมีชีวิตที่ดีขึ้น”

เต้ยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนเธอจะหมั่นทำความดี และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเช่นนี้ต่อไป เพื่อที่จะให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มองลงมาแล้วสุขใจที่เห็นลูกๆ ของท่านเป็นคนดี

 

 

 

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์
switch