หุ้น

วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน : กลุ่มโรงแรมแนวโน้มสดใส

  • 13 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 22:19 น.
  • | เปิดอ่าน 175
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน : กลุ่มโรงแรมแนวโน้มสดใส

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

กลุ่มโรงแรมแนวโน้มสดใสตามการท่องเที่ยวในประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยไทยยังเป็นประเทศยอดนิยมที่เป็นเป้าหมายหลักการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยทั้งธุรกิจร้านอาหาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ปี 2560 นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยสูงถึง 35.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.8% จากปี 2559 ที่ 32.5 ล้านคน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนั้นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวรัสเซีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนั้น การท่องเที่ยวในประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2560 คิดเป็นมูลค่า 9.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปี 2559 โดยกรมการท่องเที่ยวคาดว่ามูลค่าการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวไทยจะเพิ่มขึ้น 8.2% ในปี 2561 ผลจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้มีการลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวเมืองรองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2561 และสามารถหักค่าลดหย่อนได้ 1.5 หมื่นบาท โดยเคลมภาษีได้ 100% สำหรับการจัดสัมมนาต่างจังหวัด

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชื่อว่าอัตราการเข้าพักในโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 729,658 ห้อง ในเดือน ม.ค. 2561 จาก 511,023 ห้อง ในปี 2557 โดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กประเภทรีสอร์ท เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และเกสต์เฮาส์

ปี 2560 อัตราการเข้าพักในโรงแรมอยู่ที่ 68% เพิ่มขึ้น 2.4% จากปี 2559 โดยอัตราการเข้าพักโรงแรมในภาคกลางสูงสุด 73.3% และรองลงมาเป็นโรงแรมในภาคใต้ 69% นอกจากนั้นรายได้ค่าห้องพักต่อคืนยังเพิ่มขึ้น 13.6% เป็น 1,099 บาท ใน 11 เดือนแรกปีนี้ โดยโรงแรมในภาคใต้มีรายได้ค่าห้องพักสูงสุดถึงคืนละ 1,534 บาท รองลงมาคือโรงแรมในภาคกลาง 1,154 บาท ขณะที่ค่าห้องพักภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 647 บาท และ 457 บาท ตามลำดับ

บริษัท ทริส เรทติ้ง เชื่อว่าการลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวจะกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโต โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดมากขึ้น จะส่งผลให้อัตราการเข้าพักและค่าห้องพักสูงขึ้น

9 เดือนแรกของปี 2560 กำไรของกลุ่มโรงแรมยังผสมผสาน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) มีอัตรากำไรที่ 16.4% จาก 14.9% ในปี 2559 จากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก จากยอดขายของอนันตราวาเคชั่น คลับ ชดเชยอัตรากำไรของธุรกิจร้านอาหารที่ไม่ดีนัก รายได้ค่าห้องพักของ MINT ทรงตัวที่คืนละ 3,814 บาท จากค่าห้องพักโรงแรมเปิดใหม่ที่ราคาถูกกว่า แต่ 9 เดือนแรกปี 2560 นับว่าค่าห้องพักปรับขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าห้องพักในประเทศของ MINT เพิ่มขึ้น 6.7% เป็น 3,777 ต่อคืน

ด้านบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) 9 เดือนแรกปีนี้อัตรากำไรลดลงเหลือ 21.8% จากช่วงเดียวกันปี 2559 ที่ 22.4% จากธุรกิจโรงแรมโดยรายได้ค่าห้องพักเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่คืนละ 4,017 บาท แต่รายได้ต่อคืนของห้องพักในกรุงเทพฯ และมัลดีฟส์ต่ำกว่าจากการแข่งขันที่รุนแรง และธุรกิจอาหารยังมีอัตรากำไรที่ดีจากการขยายเครือข่ายร้านอาหาร

บริษัท ดุสิตธานี (DTC) อัตรากำไรลดลงเหลือ 10.8% ใน 9 เดือนแรกปีนี้จาก 14% ในปี 2559 จากลูกค้าที่ลดลงและการปรับปรุงโรงแรม 3 แห่งที่ภูเก็ต พัทยา และมะนิลารายได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลง และผลขาดทุนจากการลงทุน นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายด้านการขาย และการบริหารของบริษัทยังสูงถึง 5.5% จากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการเงินโครงการมิกซ์-ยูส และโครงการอื่น

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยการจัดการโรงแรมดีขึ้น สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ของ MINT แข็งแกร่งเป็น 56.4% ใน 9 เดือนแรกปี 2560 จาก 57.5% ในปี 2559 จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากธุรกิจโรงแรม เช่นเดียวกับ CENTEL ที่เป็น 37.7% จาก 41.1% ในปี 2559 จากการจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการตั้งสำนักงานสาขาโรงแรมในต่างประเทศ

DTC ยังรักษาสัดส่วนหนี้ไว้ต่ำกว่า 30% สะท้อนความระมัดระวังในนโยบายการเงิน แต่ดีอียังอ่อนแอที่ 24.2% จากปี 2559 ที่ 23.9% จากค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นของโครงการมิกซ์-ยูส

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ แนะนำให้ซื้อหุ้น MINT โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 50 บาท โดยคาดกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2560 ที่ 1,330 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 แต่เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 3 ปี 2559 จากรายได้ของการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5% จากไตรมาส 3 ปี 2559 โดยเพิ่มขึ้นจากทั้งพ้นช่วงการไว้ทุกข์ และปัจจัยทางฤดูกาล แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว จะกดดันการดำเนินงานในกลุ่มประเทศตะวันตกจากไตรมาส 3 ปี 2560 ถึงแม้เราจะคาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (อีบิต) และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) จะเพิ่มขึ้นในระดับ 2 หลัก จากช่วงเดียวกันของปี 2559 และคาดว่าผลประกอบการของ MINT จะลดลง 16% จากช่วงเดียวกันปี 2559 เนื่องจากไม่มีรายการพิเศษ

ทั้งนี้ แนะนำซื้อ CENTEL โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 57 บาท จากไตรมาส 4 บริษัท รายงานผลประกอบการที่ 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 25% จากไตรมาส 3 ปี 2560 เนื่องจาก CENTEL มีธุรกิจในประเทศที่มากกว่า เราคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาส 3 ปี 2560 ไตรมาส 4 ถึงแม้ว่าอัตราการเข้าพักในประเทศไทยจะแข็งแกร่ง และทำให้รายได้ค่าห้องพักเพิ่มขึ้น 6% แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะกดดันการดำเนินงานที่มัลดีฟส์ที่มีสัดส่วน 19% ของรายได้ ในขณะที่ร้านอาหารจานด่วน จะกลับมาเติบโตในไตรมาส 4 จากทั้งยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น (จากฐานที่ต่ำ) และ Tssg ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา แต่สำหรับทั้งปี 2560 และเดือน ม.ค. 2561 ยอดขายสาขาเดิมยังคงติดลบ

นอกจากนั้น ยังชอบ MINT มากกว่า CENTEL ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยกลุ่มท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่นำการเติบโตของเศรษฐกิจ และมีการเติบโตในระดับ 2 หลักสำหรับปี 2561 แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสเพิ่มขึ้นของหุ้นลดลงหลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46% และ 25% นับจากจุดต่ำสุดในเดือน มี.ค. 2560 ดีกว่าตลาด 29% และ 8% ตามลำดับ ในขณะที่การฟื้นตัวในประเทศยังช้า และการดำเนินงานในมัลดีฟส์ยังมีปัญหาการเมืองและอุปทาน ทำให้ชอบ MINT มากกว่า CENTEL และแม้ว่าราคาของ CENTEL จะปรับตัวลงนับจากต้นปี แต่ราคายังคงปรับตัวสูงกว่า MINT และตลาด และชอบ MINT มากกว่า CENTEL คือ 1) ค่าเงินบาทที่แข็งค่า 2) การท่องเที่ยวของไทยที่กลับมาปกติในเดือน มี.ค. 2561 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของ CENTEL 3) นักท่องเที่ยวยุโรปที่เป็นช่วงฤดูกาลในไตรมาส 2 ปี 2561 เป็นปัจจัยเสี่ยงในเชิงบวกต่อ MINT และ 4) ราคาหุ้นของ MINT ที่ปรับตัวแย่กว่า CENTEL นับจากเดือน ส.ค. 2560

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!