เพศที่สาม

เตชินท์ พลอยเพชร มีความรักช่วยขัดเกลา

  • 22 ตุลาคม 2558 เวลา 10:37 น.
  • | เปิดอ่าน 1,621
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

เตชินท์ พลอยเพชร มีความรักช่วยขัดเกลา

โดย...กองทรัพย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“มีคนบอกว่าหน้าตาเราเหมือน บอย ปกรณ์ (ฉัตรบริรักษ์) ความหล่อไม่เถียง แต่ชื่อเสียงยังสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ)” เตชินท์ พลอยเพชร เอ่ยแนะนำตัวอย่างอารมณ์ดี เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็วในชื่อ “ดีเจมะตูม” หลังมีการแชร์คลิปตอบโต้หญิงสาวที่ดูหมิ่นสถาบัน หลังจากนั้นไม่นาน ดีเจมะตูมก็เริ่มก้าวสู่วงการบันเทิง

“หลังจากเราอัดคลิปผ่านไป 2-3 เดือน เราก็ได้เข้าวงการบันเทิงซึ่งเป็นความฝันของเรา ตอนนี้ก็ปีกว่าแล้วครับ มีละครจบไปหนึ่งเรื่องคือ นางร้ายที่รัก และมีรอออนแอร์หนึ่งเรื่องคือ อีสาวอันตราย และมีละครรอถ่ายทำอยู่อีกหลายเรื่อง (ยิ้ม)

คนที่ทาบทามมะตูมคนแรกคือ พี่ฟิล์ม (รัฐภูมิ โตคงทรัพย์) ติดต่อมาทางเฟซบุ๊ก ชวนไปแคสติ้งเรื่อง สตรีเหล็กตบโลกแตก พาไปเจอพี่พจน์ อานนท์ ได้เริ่มเล่นหนังจากบทรับเชิญใน วัยเป้งง นักเลงขาสั้น สตรีเหล็กตบโลกแตก และที่จะเข้าโรงฉายเร็วๆ นี้ก็คือ หอแต๋วแตก แหกนะคะ ของค่ายโมโนฟิล์ม ในเครือโมโนกรุ๊ป ซึ่งต้องบอกว่าพี่พจน์เป็นคนเปิดโลกการแสดงให้กับมะตูมเลยก็ว่าได้ เป็นผู้มีพระคุณจริงๆ มาเลย”

เรียกได้ว่าเข้าวงการมาด้วยฝีปาก แต่สิ่งที่เราอยากรู้มากกว่านั้นก็คือ ชีวิตก่อนหน้านี้ของมะตูมเป็นอย่างไร? ชายที่มองทีไรก็คล้าย บอย ปกรณ์ เริ่มเล่าว่า เกิดและโตที่เมืองไทยจนอายุ 14 ปี ก็ย้ายไปอยู่เยอรมนีกับแม่ “เรามีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน เราอยู่เมืองนอก 10 ปี การเติบโตในต่างบ้านต่างเมืองก็เหงาเนอะ ก็เลยสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาด้วยการจัดการรายออนไลน์ เป็นที่มาของฉายาดีเจมะตูม อาศัยการจัดรายการแบบจิกกัด ฮา หยาบคายบ้าง เป็นกะเทยตลกๆ คนหนึ่ง แล้วก็มีลูกเล่นคือการพูดรัวๆ ไม่หายใจ ตอนแรกคนตาม 5-6,000 คน ก็เยอะมากแล้วนะครับ แต่หลังจากย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยก็ไม่ได้จัดรายการแล้ว แต่คนก็ยังติดเรียกว่าดีเจมะตูมอยู่”

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้มะตูมย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย เขาตอบไวแทบไม่ต้องคิด “เพราะผู้ชายครับ (หัวเราะ) สำหรับมะตูมคิดว่าไม่มีอะไรจะทำให้คนเปลี่ยนได้นอกจากความรักกับเงิน ตอนที่ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเรารู้สึกชอบผู้ชายคนนี้ เรารักเมืองไทย ก็เลยขอแม่กลับมา

แรกๆ ก็บินไปบินกลับระหว่างไทยกับเยอรมนี เพราะแม่เป็นห่วง พอกลับมาก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ปรับตัวใหม่หมด มาอยู่ตอนแรกๆ ปรับตัวไม่ได้ เพราะเราใช้ตังค์เยอะมาก ไม่ทำงานอยู่บ้านแฟน ใช้เงินกระเป๋าเดียวกัน เขาหาคนเดียว เราก็สุรุ่ยสุร่าย อยู่แบบนั้นเป็นปีๆ มะตูมตื่น 4 โมงเย็น แล้วก็ออกไปเที่ยวถึงตีสอง กลับบ้านมานอน ตื่นแล้วออกไปเที่ยว ชีวิตไม่ต้องทำงานเลย นึกภาพลำยองในร่างชายได้เลยนะครับ สงสารแฟนมาก

แน่นอนว่าพ่อแม่ของคนรักไม่ยอมรับ บ้านเขาเป็นครอบครัวคนจีน พอคบเราปุ๊บก็พาเข้าบ้านเลย พ่อแม่เขาก็ช็อกๆ เราก็โหดอย่างที่บอกว่าตื่นสี่โมงเย็น พ่อแม่เขาก็คงไม่ได้มองว่าเราเป็นเพศอะไรหรอก แต่ว่าต่อให้เราเป็นผู้หญิงทำตัวแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ ผู้ใหญ่มองว่ามันไม่เหมาะสมที่จะมาอยู่ด้วยกันกับลูกเขา ซึ่งเราคิดว่าถูกต้องแล้วที่เป็นแบบนั้น ที่บ้านแฟนไม่คุยด้วย ตอนนั้นเราก็ไม่สนใจ แต่พอนานๆ ไปเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย แฟนเรารับหน้าคนเดียว โดนพ่อแม่ต่อว่า โดนคนอื่นหัวเราะเยาะ แต่เขาก็กลับมาขัดเกลาเรา เขาทำแบบนี้มาตลอดเลย”

ฟังมะตูมเล่าและนึกภาพตาม บางฉากดูคล้ายละครเหมือนที่เขาเล่า แต่นั่นยังไม่ถึงฉากพีกของเรื่อง เพราะละครมักจะมีจุดหักเหของตัวละครเสมอ “นึกภาพว่าแฟนเราถูกด่าทุกวัน แล้วกลับมาขัดเกลาเราทุกวัน แต่มะตูมไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเองเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาล้ม ไม่สบาย เดินไม่ได้ ช่วงนั้นแหละที่เราขัดเกลาตัวเอง ทำให้เรารู้เลยว่าวันหนึ่งถ้าเราไม่มีเขาเราจะอยู่อย่างไร จากที่เขาต้องมานั่งเก็บเสื้อผ้าให้ ปลุกให้ไปอาบน้ำ ทำข้าวให้กิน ซักกางเกงในให้ กลายเป็นว่าเขาขยับอะไรไม่ได้เลย และเราจะต้องเป็นคนสวนทวาร ล้างอุจจาระให้เขา เหมือนเราเคยทำกับเขาไว้ยังไงเราต้องทำหนักกว่านั้นอีก

จากคนที่ตื่นนอน 4 โมงเย็น กลายเป็นคนที่ต้องนอนตี 2 ตื่นตอนตี 4 ปลุกเขามากินยา ตี 5 พาไปกายภาพบำบัด มะตูมกิน-นอนในโรงพยาบาลเป็นเวลา 3 เดือน และเราทำแบบนี้ทุกวัน ไม่มีเวลาแม้กระทั่งส่องกระจกดูตัวเอง รู้ซึ้งเลยว่าเวลาที่ห่วงใครมากกว่าชีวิตเรา เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าสภาพเราเป็นยังไง จนกระทั่งพ่อแม่แฟนที่ก่อนหน้านี้ไม่พูดกับเราทักมะตูมว่า หนูไหวไม่ลูก นั่นแหละทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง มะตูมเหมือนเด็กที่ถูกตามใจมาตลอด แล้ววันหนึ่งคนที่ตามใจเราหายไป ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขากลับมา เหตุการณ์คราวนี้ทำให้มะตูมรู้ซึ้งถึงการให้ เขาไม่ได้เป็นแค่แฟน เขาเป็นเหมือนพี่ เหมือนพ่อ เหมือนเพื่อน ครู เขาสอนหมดทุกอย่าง เขาใช้เวลาขัดเกลาเรา 3 ปี กว่ามะตูมจะเป็นผู้เป็นคนได้”

มะตูมบอกว่า เขามีความรักเป็นเข็มทิศที่ชี้ทางให้มีสติ มีความรักเป็นหลักยึดเหนี่ยว ต่อให้วันนี้เขาจะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง แต่หากอยู่กับคนรัก เขาก็จะยังเป็นคนที่ดีขึ้น “เวลามีเขาอยู่ชีวิตมะตูมสมบูรณ์ขึ้น เขาค่อยๆ สอน พี่เขาเป็นคนเจียระไนพลอย เป็นคนใจเย็นมาก คำพูดที่เขาบอกเราคือ มะตูมเป็นคนดีนะ เป็นคนงดงามเหมือนอัญมณีแต่ยังไม่ได้รับการเจียระไน เขาขอเป็นคนเจียระไนเรา รู้สึกสวยมาก (หัวเราะ) ซึ่งนอกจากเขาจะช่วยเจียระไนเราแล้ว ตอนนี้ก็เหมือนผู้จัดการส่วนตัวกลายๆ ด้วย เขาช่วยดูแลคิว รับงาน สลับกับการทำงานของเขาไปด้วย”

นอกจากความรักแล้ว สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตของมะตูมตอนนี้คือความฝัน มะตูมไม่คิดว่าสิ่งที่เราเคยฝันไว้ลมๆ แล้งๆ จะมีโอกาสได้มาทำฝันให้เป็นจริง “เราเข้ามาโดยปราศจากสังกัด วิ่งชนโอกาสด้วยตัวของเรา มีคนรักและครอบครัวของเราคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังและให้กำลังใจ

มะตูมบอกใครๆ เสมอว่า มะตูมเป็นตุ๊ดมโน เราใช้คำนี้เป็นแรงผลักดัน มโนในพจนานุกรมของมะตูมคือพัฒนา ถ้าเรามโนว่าอยากเป็นอะไร อย่างไร เราก็ต้องพัฒนาให้ตัวเองเป็นให้ได้อย่างที่มโน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มะตูมว่าวงการบันเทิงเหมือนกาแล็กซี นักแสดงก็เหมือนดวงดาว วงโคจรนี้มีดวงดาวที่เปล่งประกายมากมาย มะตูมก็ขอเป็นประกายเล็กๆ ที่ส่องแสง อยากอยู่ให้นานที่สุด” ดีเจมะตูมฝีปากคม กล่าวยิ้มๆ

ดูเหมือนความชัดเจนในตัวตนของนักแสดงน้องใหม่คนนี้ คือ ความจริงใจและไม่หลอกตัวเอง “เราไม่แคร์ว่าใครจะไม่ชอบ ตราบใดสิ่งที่เราทำไม่เดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะ พยายามเป็นตัวเอง อาจจะซ้ำคนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!