เพศที่สาม

ตามติดชีวิต โม จิรัชยา มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2016

  • 24 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:33 น.
  • | เปิดอ่าน 14,617
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ตามติดชีวิต โม จิรัชยา มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2016

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ... ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

วันนี้ โม-จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน เธอคือสาวประเภทสองที่สวยที่สุดในประเทศ มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์สคนใหม่ล่าสุด แต่เมื่อย้อนกลับไปในวันที่ 13 พ.ค. ตั้งแต่เช้าไล่เรื่อยมาจนถึงช่วงเวลาของการแข่งขันรอบไฟนอล เธอยังเป็นแค่ผู้เข้าประกวดหมายเลข 22 ซึ่งผมได้มีโอกาสติดตามเธอตั้งแต่เช้าวันนั้น โดยมีเดิมพันคือเธออาจจะคว้ามงกุฎก็ได้ เข้ารอบ 3 คนสุดท้ายก็ได้ เข้ารอบ 12 คนสุดท้ายก็ได้ หรือไม่ก็...ตุ๊บ!

แต่ในเมื่อผมเลือกแล้วที่จะติดตามเธอคนนี้ ไม่ว่าผลสุดท้าย ผลการตัดสินจะออกมาเป็นเช่นไร ผมก็ไม่สนใจ ผมสนใจแค่ว่า ในฐานะผู้เข้าแข่งขัน เธอมีวิธีคิดต่อการแข่งขันนี้อย่างไร เธอมีทัศนคติต่อการดำรงชีวิตอย่างไร เธอเครียด กดดัน หรือพร้อมสู้มากน้อยแค่ไหน และเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่เด็กจนมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร กับครอบครัวของเธอล่ะ เป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่

วันนี้ ผมได้ประมวลเรื่องราวการติดตามผู้หญิงคนนี้ มาบอกเล่าเก้าสิบให้คุณได้รับรู้กัน

07.00 น.

ผมนัดพบกับ โม จิรัชยา ณ ห้องอาหาร โรงแรมวู้ดแลนด์ พัทยา โดยเธอเดินลงมาในลุคสบายๆ เพื่อมารับประทานอาหารเช้า ก่อนเช็กเอาต์เข้าโรงละครทิฟฟานี่

“ก่อนวันไฟนอล โมก็ติวเรื่องการตอบคำถามกับเพื่อน เพื่อที่ถ้าได้เข้ารอบ ก็จะได้ทำออกมาให้ดีที่สุด คุมสติให้อยู่ ไม่ตื่นเต้น ซึ่งเรื่องของการตอบคำถาม ถือเป็นความกดดันสำหรับโมมาก มากจนเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 พ.ค.) โมถึงกับนอนร้องไห้ เพราะเราต้องแบกความคาดหวังจากคนเชียร์ ซึ่งตอนแรกโมก็ไม่ได้เครียด แต่พอใกล้วันไฟนอล โมกลับเครียดในเรื่องของการตอบคำถาม เพราะจุดเสียของเราคือคิดแต่เรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ก็ไม่รู้จะไปโทษใครดี โทษตัวเองดีกว่า”

09.30 น.

ในขณะที่เพื่อนๆ บางส่วนของ โม จิรัชยา ขึ้นไปซ้อมบนเวที ผมได้พูดคุยกับเธอถึงการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในสังคมที่มีต่อตัวเธอ เธอบอกเล่าให้ผมฟังว่า ตั้งแต่เข้ามาประกวด เธอเจอทั้งคำชื่นชม และคำวิพากษ์วิจารณ์

“ที่หนักๆ เลย ก็อย่างเช่น วิจารณ์ว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอม ศัลยกรรมมาทั้งตัว ยังไงก็เป็นกะเทย สู้ผู้หญิงจริงๆ ไม่ได้ ถึงจะดำนิด อ้วนหน่อย ยังไงก็ยังเป็นผู้หญิงจริงๆ ซึ่งโมก็พยายามไม่เอาใจไปผูกติดกับคำวิจารณ์แบบนี้ บั่นทอนจิตใจเราไปเปล่าๆ”

พูดจบ โม จิรัชยา ก็ขอตัวขึ้นไปซ้อมบนเวทีกับเพื่อนๆ ของเธอ

12.30 น.

มื้อเที่ยงมาถึงแล้ว ระหว่างที่เธอกำลังเดินไปตักอาหาร เธอบอกเล่าให้ผมฟังถึงชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งให้มา “โม ชื่อว่า อัครพล ชื่อเล่นชื่อ โจ้ ค่ะ ที่เปลี่ยนมาเป็นโม เพราะอยากให้ชื่อมันเหมาะสมกับตัวเรา โม มาจาก โมโตโจโจ้ ที่มีความเป็นโจ้ชื่อเดิมอยู่ในชื่อนี้ด้วย ซึ่งชื่อนี้ก็ใช้เป็นชื่อเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมด้วยค่ะ”

“กับครอบครัว ก็เป็นครอบครัวคนจีน โมตุ้งติ้งมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ แล้ว ซึ่งตอนเป็นเด็ก พ่อไม่ค่อยเปิดทางให้โมได้เป็นตัวของตัวเองมากสักเท่าไหร่ พยายามให้เราไปเรียนเทนนิส เพื่อที่จะได้ไม่มีเวลาว่างมากนัก จะได้ไม่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกัน ครั้งหนึ่งพ่อเคยค้นกระเป๋าโมแล้วเจอยาคุม เรียกทั้งบ้านให้มานั่งคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งกว่าโมจะได้แต่งหญิงและกินยาคุม ก็ตอนเรียนปี 1”

14.00 น.

โม จิรัชยา ต้องขึ้นไปซ้อมบนเวที โดยรอบซ้อมนี้เธอได้ถูกเลือกให้เป็นคนที่เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย รวมทั้งได้เป็น 3 คนสุดท้ายด้วย แต่รอบซ้อมเธอได้รับตำแหน่งรองอันดับ 1 ซึ่งรอบซ้อมนี้เธอได้ลองใส่ชุดราตรีสำหรับผู้เข้ารอบ 12 คนสุดท้ายอีกด้วย ก่อนที่เธอจะเดินขึ้นไปซ้อมบนเวที เธอบอกเล่าให้ผมฟังว่า ตั้งแต่เธอมาประกวดเวทีมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส พ่อแม่ภูมิใจในตัวเธอมาก

“ล่าสุด พ่อพาโมไปอวดเพื่อนๆ ที่เป็นแก๊งขี่ฮาร์เลย์ด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ของพ่อต้อนรับขับสู้เราดีมาก เอ็นดูเราดีมาก มีทัศนคติที่ดีกับเรา มองเราเป็นผู้หญิงจริงๆ จากจุดนี้ทำให้พ่อมีความสุขมาก ยิ้มได้ทั้งวัน แค่นี้เราก็มีความสุขที่ทำให้พ่อมีความสุข ทุกวันนี้เวลามีเรื่องราวอะไร โมบอกพ่อหมดเลย ไม่อยากให้พ่อรู้ว่าเราไปทำอะไรลับหลัง”

15.30 น.

ก่อนที่โม จิรัชยา จะอาบน้ำเพื่อไปแต่งหน้าทำผม เธอได้จุดธูปเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงละครทิฟฟานี่ และในระหว่างที่เธอกำลังแต่งหน้าทำผม สีหน้าและแววตาของเธอยังมีความกังวลอยู่มิใช่น้อย แต่เมื่อเธอแต่งหน้าทำผมเสร็จ เธอบอกผมว่า เธอยังตื่นเต้นอยู่ แต่ไม่รู้สึกกังวลอะไรแล้ว

“ตอนนี้ต้องมั่นใจอย่างเดียวเลยค่ะ ซึ่งถ้าโมได้ ก็คงดีใจมาก แต่ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องยอมรับผลการตัดสิน และบอกกับตัวเองว่า วันนี้ไม่ใช่วันของเรา วันนี้อาจเป็นวันที่ดีของคนที่อาจมีดีกว่าเรา”

21.00 น.

“เมื่อทุกอย่างพร้อม การประกวดมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2016 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น หลังจากประกาศผล 12 คนสุดท้ายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โม จิรัชยา บอกเล่าด้วยความตื่นเต้นว่า เธอลุ้นมาก ไม่อยากให้เหมือนตอนปี 2014 ที่เธอเคยมาประกวดเวทีนี้แล้วไม่เข้ารอบ “โมจำโมเมนต์ตรงนั้นได้ คราวนี้เลยภาวนาขอให้เป็นโมเถอะ แล้วก็เป็นโมจริงๆ ที่ถูกประกาศชื่อได้เข้ารอบเป็นคนสุดท้าย”

21.45 น.

ก่อนที่จะประกาศผลผู้เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย เธออาจไม่มีเวลาในการพูดคุยกับผมมากนัก เธอบอกเล่าได้เพียงว่า การเป็นตัวเก็ง มันกดดันมากกว่าการไม่เป็นตัวเก็งมากๆ เลยทีเดียว

“ตอนที่โมไม่ได้เป็นตัวเก็งในปี 2014 มันสบายใจ ไม่ค่อยรู้สึกกดดัน หากจะกดดันก็คงกดดันตัวเองว่าเราจะทำดีมั้ย เดินดีมั้ย แต่พอได้เป็นตัวเก็งในปีนี้ โมรู้สึกไม่อยากเป็นตัวเก็งเลย เพราะมันมีผลกับเราในหลายๆ แง่ แง่หนึ่งคือมีคนรู้จักเรามากขึ้น เชียร์เรามากขึ้น แต่อีกแง่ก็อาจทำให้กรรมการเพ่งเล็งเรามากกว่าคนอื่นๆ ถ้าเราทำอะไรไม่ดี หรือสวยไม่จริงอย่างที่แฟนๆ นางงามเขาเก็งกัน มันอาจเป็นผลลบกับเราได้”

หลังจากโม จิรัชยา ได้ออกไปทำหน้าที่ของเธอต่อบนเวที เธอก็ได้เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย สมความมุ่งมั่นตั้งใจ

23.00 น.

“ตอนนี้ได้ตำแหน่งชนะเลิศแล้ว ดีใจมาก รู้สึกกำลังล่องลอย ลืมทุกอย่างไปเลยว่าเราได้ของรางวัลอะไรบ้าง (หัวเราะ) หลังจากนี้ก็คงจะเตรียมตัวประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน ตอนเดือน พ.ย.ค่ะ คงทั้งปรับลุคให้ดูอินเตอร์มากขึ้น แล้วก็ฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น ถามว่าเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มา แล้วจะออกแบบชุดราตรีเอง เพื่อใส่ไปประกวดในเดือน พ.ย.นี้มั้ย คิดว่าน่าจะเป็นการนำเสนอความคิดให้กับทางผู้ใหญ่มากกว่า ช่วยกันแชร์ความคิดมากกว่าค่ะ”

นี่คือคำบอกเล่าของผู้หญิงที่สวยที่สุดบนเวทีการประกวดมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2016 โม จิรัชยา ซึ่งเธอทำได้แล้ว ท้ายสุดเธอได้บอกเล่าถึงสิ่งที่เธอได้รับจากการประกวดในครั้งนี้ว่า นอกจากเธอจะได้รับสิ่งดีๆ จากกิจกรรมต่างๆ ที่เธอได้ร่วมทำ เธอยังได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับความเป็นสาวประเภทสองอีกด้วย

“จากที่เคยคิดว่าสาวประเภทสองจะต้องเรียกร้องเพื่อที่จะได้รับโอกาส สิทธิ หรือที่ยืนของสาวประเภทสองจากสังคม แต่หากเราปรับทัศนคติเสียใหม่ คิดว่าเราคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโอกาส มีสิทธิ และมีที่ยืนไม่แตกต่างจากใคร เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียกร้องสิ่งเหล่านั้นจากสังคมเลย สังคมจะให้โอกาส ให้สิทธิ และให้ที่ยืนแก่เราแบบไม่แตกต่างจากคนทั่วๆ ไป และสังคมก็จะรับรู้ได้ว่าเราก็คือผู้หญิงคนหนึ่ง”

23.30 น.

เสียงสะท้อนจากพ่อแม่มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2016

“สำหรับหลักคิดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เราคิดว่า เราต้องอยู่กับความเป็นจริง ที่ว่าลูกเราไม่ใช่วัตถุสิ่งของ เขามีตัวตนอยู่จริง มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง เราจึงอยากฝากให้พ่อแม่ในปัจจุบันได้รับรู้ว่า อย่าเอาความนึกคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ให้เอาลูกเป็นที่ตั้ง เพราะลูกเป็นสิ่งมีชีวิต เขามีสิทธิที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง หน้าที่เราคือตัวช่วยให้เขาเดินไปตามทางที่เขาเลือกเดินได้อย่างถูกต้อง ให้เขาได้เป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็น”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์