ไลฟ์

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

  • 16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:18 น.
  • | เปิดอ่าน 44,805
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

โดย...ณัฐวดี ภิญญศิริ / กาญจนา ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรที่เมื่อลองลงมือทำแล้วจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคงเป็นคำพูดที่สามารถใช้อธิบายชีวิตของ น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย จาก จ.ชัยนาท ด้วยวัยเพียง 12 ปี คนนี้ได้

แม้เกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของขาทำให้เดินไม่สะดวกเหมือนเด็กทั่วไป แม้จะต้องห่างกับคุณแม่ที่ต้องไปทำงานไกลถึงประเทศไต้หวัน และแม้ตัวเองต้องทำงานหนักเกินจนเกือบไม่ได้กลับมาร้องเพลง แต่น้องภูมิก็ไม่เคยคิดที่จะล้มเลิก ยอมแพ้ จนกว่าจะได้ลองลงมือทำดูก่อน

เขาเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่มีใครที่บ้านเคยรู้มาก่อนว่าตนสามารถร้องเพลงได้ หรือแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นร้องเพลงได้ดี ซึ่งที่บ้านคุณตากับคุณแม่ชอบร้องเพลงแต่ก็ไม่เคยสอนให้ร้อง เพราะไม่คิดว่าจะทำได้ น้องภูมิเลยไม่ยุ่งเกี่ยวกับร้องเพลงและหันเหไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า อย่างการเป็นโปรแกรมเมอร์

จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูเห็นว่าลูกศิษย์สามารถอ่านหนังสือได้คล่อง พอเล่าเรื่องราวได้ จึงลองให้เขาเล่านิทานจากการร้องเพลง ซึ่งเคยไปแข่งขันและได้เป็นที่ 1 ในระดับประเทศ น้องภูมิอธิบายว่า การแข่งขันในตอนนั้นเป็นเพียงการร้องเพลงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีการฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษแต่อย่างใด เนื่องจากเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงลูกทุ่งคืออะไร

“ที่ผมชอบร้องเพลง เป็นเพราะว่ามันผ่อนคลาย ไปๆ มาๆ จึงลองสมัครเข้าร่วมรายการ ตอนแรกผมคิดแค่ว่าอยากมาหาประสบการณ์ อยากลองขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ๆ และออกโทรทัศน์เฉยๆ แต่กลายเป็นว่าผ่านเข้ารอบ ผมเลยต้องเต็มที่กับมัน และเพราะว่าตอนแรกเพลงที่ครูเอามาให้ผมร้องเป็นเพลงลูกทุ่ง ผมจึงเลือกจากตรงนั้นมาฝึก จนกลายเป็นเอาเพลงตรงนั้นมาประกวดเป็นครั้งแรก”

นอกจากนี้ ความสนุกสนานที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจในระหว่างการแข่งขัน โดยเขาได้เล่าย้อนถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขันไมค์ทองคำเด็กให้ฟัง

“อย่างที่ทราบกันว่า คุณครูของผมซึ่งเป็นนักดนตรีเขาเป็นคนแนะนำมา เขาถามว่าจะไปไหม เลยตกลงจะลองดู และกลายเป็นว่าไหลเข้ารอบไป ซึ่งในความจริงก็ไม่เชิงไม่หวังจะชนะ คือผมมีหวังบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจ การได้เข้ารอบและการได้รับชัยชนะเหมือนเป็นผลพลอยได้มากกว่า ส่วนเรื่องการเข้ารอบก็คิดไว้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหรือประเด็นหลักที่ทำให้มา ประเด็นหลักที่ทำให้ตัดสินใจลองมา คือผมต้องการมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์”

ทว่าสิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดคงจะเป็นการที่คุณแม่มาร่วมเซอร์ไพรส์บนเวที “ก่อนที่คุณแม่มา ทั้งคุณครูและทุกคนรอบตัวเก็บเรื่องนี้เงียบกันหมด ตอนทักไปหา คุณแม่ก็ไม่เคยตอบ จนผมคิดว่าท่านจะโกรธอะไรผมหรือเปล่า จะขึ้นเวทีอยู่แล้วยังไม่เห็นทักมาคุยหรือให้กำลังใจ แต่ผมก็พยายามคิดว่าท่านคงจะยุ่งๆ เรื่องงาน ก็เลยร้องไปตามปกติ ทีนี้ตอนหันไปตามเสียงร้องของคุณยาย เราก็อ้าว นั่นแม่เรานี่ ความคิดแรกคือแม่มาได้ยังไง ต่อมาคืออธิบายด้วยคำพูดไม่ได้แล้ว มันดีใจมาก แม่มาให้กำลังใจถึงที่ และหลังจากนั้นตอนจบงาน ผมกับแม่เราสองคนแม่ลูกก็ไปเที่ยวด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและพิเศษมากๆ เลย”

ในส่วนของการฝึกร้องเพลงนั้น บุคคลสำคัญคือคุณครู โดยน้องภูมิเล่าว่า จะใช้วิธีฝึกเนื้อเพลงก่อน เอาเนื้อเพลงมาจำ ฟังเป็นร้อยๆ รอบ จากนั้นก็ลองร้องเพลงให้คนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการร้องเพลงหลายๆ คนฟัง และนำคำติชมมาปรับกับการร้องของตัวเอง

ประเด็นนี้แชมป์ไมค์ทองคำเด็กได้กล่าวเสริมว่า “มันอยู่ที่ตัวเด็กด้วย ถ้าเด็กไม่สนใจ เขาก็จะทิ้ง แต่ถ้าเด็กสนใจ มีความมุ่งมานะพยายาม รู้จักหมั่นฝึกฝน เขาครึ่งหนึ่ง เราครึ่งหนึ่ง ผลคือเราจะไปกันได้ แม้ครูไม่ได้ฟังลูกทุ่งบ่อย ชอบฟังแต่ลูกกรุง เราก็ใช้วิธีไปร้องให้คนอื่นฟัง”

ในระหว่างการฝึกซ้อมทุกครั้งจะมีคุณตา คุณยาย คุณแม่ คุณครู และทุกคนเป็นกำลังใจสำคัญ โดยทุกคนจะซ้อมกันอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เคร่งเครียด จะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน พอตื่นมาก็ฟังเพลง แล้วค่อยมาลองซ้อมกันใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปเขาก็ยอมรับว่า ตนเคยน้อยใจในโชคชะตาอยู่เหมือนกันที่ตัวเองต่างไปจากเด็กคนอื่น แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ไม่ว่าร่างกายหรือโชคชะตาจะเล่นตลกอย่างไร ถ้าใจสู้และพยายามมากพอก็สามารถเก่งกาจและดูแลครอบครัวได้เหมือนทุกคน

“ตอนนี้ภูมิพอหารายได้ให้ครอบครัวได้บ้างแล้ว นั่นเพราะว่าเราต้องไม่ใช่คนที่นอนเฉยๆ อยู่บ้าน ในเมื่อเรายังช่วยเหลือตัวเองได้เราก็จะถอยไม่ได้” นี่คือคำพูดของเด็กวัย 12 ปี “แต่ก็เคยมีอยู่เหมือนกันที่เราทำงานหนักเกินไป ต้องเดินสาย 3-4 งานติดต่อกันภายในวันเดียว ต้องออกเวทีดึกดื่น พอกลับดึกก็ต้องค้างที่บ้านครูจนคุณยายเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากท่านเป็นห่วงเรามาก ทั้งเรื่องการเข้าห้องน้ำและอาหารการกิน จนอยากให้เลิกร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นเราเกือบจะเลิกแล้ว แต่สุดท้ายครูก็เข้ามาช่วยเจรจาปรับความเข้าใจกันจนได้มาประกวดเวทีไมค์ทองคำเด็ก”

นอกจากนี้ น้องภูมิยังเล่าว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไรเลย เพราะเสาหลักของบ้านยังเป็นแม่ที่ส่งเงินมาจากต่างประเทศ ส่วนลูกชายที่ยังเป็นเด็กจึงมีหน้าที่เรียนหนังสือและใช้ชีวิตอย่างเด็กทั่วไป

“แม่ไม่เคยบอกหรือเคยคาดหวังเลยว่าอยากให้ผมเป็นอะไร เหมือนท่านรู้ว่าผมสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เลยตามใจ”

ในส่วนของอนาคต เขาบอกว่า ต้องขอดูก่อน เพราะเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยอาจได้ทำงานอื่น หรืออาจเข้าวงการเป็นนักร้องต่อ คงต้องดูว่าไปทางไหนดีกว่า ถ้าร้องเพลงดีกว่าก็ไปทางร้องเพลง ถ้าบันเทิงดีกว่าก็ไปทางด้านบันเทิง หรือถ้าทำงานปกติดีกว่าก็ไปทำงาน แต่สำหรับตอนนี้เขาขอมุ่งไปที่เรื่องเรียน อาจมีทำงานบ้าง มีร้องเพลงบ้าง เพื่อช่วยหารายได้ให้ยายมีเงินซื้อของเข้าบ้าน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องศึกษาต่อเป็นหลักแน่นอน ซึ่งคณะที่อยากศึกษาต่อคือด้านเทคโนโลยี เพราะชอบเล่นเกม แต่ถ้าเป็นไปได้จริงๆ ก็อยากเป็นนักร้อง เพราะตอนนี้อาชีพนักร้องดูจะเป็นงานที่เป็นไปได้มากที่สุด

“ถ้าตอนเด็กเราไม่รุ่งเราก็จบ ถ้าตอนนี้กระแสหายหรือดับไปเลย พอถึงตอนผู้ใหญ่เราจะไปรุ่งได้ยังไง” เขาหัวเราะ “และสำหรับเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากัน ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ภูมิขอฝากว่า อย่าให้ความอายุน้อยกลายมาเป็นอุปสรรค เราต้องรู้จักฝึกฝน และจำไว้เสมอว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ เพราะถ้าคิดว่าไม่กล้าทำ มันก็จะทำมันไม่ได้ ถ้าพูดมาก่อนว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าตั้งใจอาจทำได้ก็ได้ แต่พอบอกไว้ก่อนว่าทำไม่ได้ ไม่ยอมทำ นั่นแหละจึงทำไม่ได้”

ชีวิตของเด็กชายเปลี่ยนแปลงไปหลังจากวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา กับการคว้าตำแหน่งแชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย และทุนการศึกษามูลค่า 2 แสนบาท ซึ่งพิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า แม้ร่างกายจะมีความผิดปกติแต่กำเนิด แต่หากใจสู้ไม่ยอมถอยก็สามารถชนะทุกอย่างได้แม้กระทั่งใจตัวเอง

“อย่าลืมว่าเราต้องก้าวต่อไป ห้ามถอย หรือหยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด เพราะว่าการกล้าแสดงออกย่อมดีกว่า เราไม่ควรกลัว เราควรก้าวออกมา กล้าทำ กล้าลอง กล้าพิสูจน์ ค้นหาว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน หาให้เจอว่าเรานั้นชอบที่จะทำอะไร ถึงแม้ว่าบางครั้งสังคมอาจไม่สนับสนุนเรา ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องรอวันที่จะมีคนสนับสนุน และอย่าหมดความหวังว่าต้องมีวันนั้นอย่างแน่นอน” น้องภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์