ไลฟ์

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้ให้กำเนิด 'ปรัชญาของนายพีท'

  • 09 กันยายน 2560 เวลา 10:39 น.
  • | เปิดอ่าน 1,384
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

สุริพงษ์  ตันติยานนท์ ผู้ให้กำเนิด 'ปรัชญาของนายพีท'

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เดินเข้าร้านหนังสือ พบหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่ให้ข้อคิดในการทำงาน "อย่ามัวแต่ลับมีด...ในวันที่คนอื่นใช้ปืน" เมื่อหยิบมาพิจารณาใกล้ๆ อ้าว! นี่เป็นเล่มที่สามแล้วนี่นา พอดูชื่อผู้เขียนก็เซอร์ไพรส์ เพราะเป็นคนในแวดวงการเงินที่คุ้นเคย ไมค์-สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

ไมค์ เล่าถึงบทบาทนักเขียนที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าได้ออกหนังสือมาแล้ว 3 เล่ม เล่มแรกชื่อ "ความสำเร็จที่แถมมาด้วยความสุข" เล่มที่สอง "มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม มองข้ามอุปสรรคที่คนอื่นมองเห็น" ซึ่ง 2 เล่มแรกออกเมื่อปี 2558 และก็เพิ่งมาออกเล่มล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค. 2560 นี่เอง เนื้อหานั้นเป็นการรวมเล่มจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก "Pete's Philosophy" ของตัวเอง

"เรามีประสบการณ์ที่เคยเป็นทั้งลูกน้อง ทั้งหัวหน้ามาเล่า ยังจำความรู้สึกที่เป็นลูกน้องได้ เพราะมันเพิ่งผ่านมาไม่นาน และในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าคนด้วย จึงมาเขียนบล็อกในเพจ Pete's Philosophy คิดเป็น Article แล้วผมชอบวาดรูป ก็วาดการ์ตูนเอง เสร็จก็ใช้มือถือถ่ายแล้วโพสต์ลงเพจ"

เมื่อถามว่า พีท เป็นตัวแทนของ ไมค์ เองหรือเปล่า ไมค์ก็หัวเราะพร้อมปฏิเสธ ก่อนอธิบายว่า

"พีทเป็นชื่อที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ตั้งเป้าให้พีทเป็นคนอายุ 30 กว่าๆ ซึ่งผมไม่ใช่ (หัวเราะ) พีทเป็นหัวหน้า มีทีมงานของตัวเอง แต่เขาก็ยังมีหัวหน้าอีกเยอะ ฉะนั้นพีทจึงเป็นคนที่มีไอเดียเกี่ยวกับการทำงานยังไง พอผ่านประสบการณ์มากขึ้น เริ่มมีเรื่องคน เรื่องวิธีการทำงาน หรือเรื่องเกษียณ เช่น เกษียณยังไงไม่ให้คนอื่นลำบาก และมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิต เช่น ที่ให้ข้อคิดว่า ถ้าไม่กล้าก็ไม่ได้ทำอะไรสักที"

เพจ Pete's Philosophy ตอนนี้มีผู้ติดตาม 1 แสนกว่าคนแล้ว นอกจากจะต่อยอดมีหนังสือเป็นของตัวเอง นายพีทคนนี้ยังมีสติ๊กเกอร์ในแอพพลิเคชั่นไลน์อีกด้วย...ไม่เบาจริงๆ

บางเรื่องไมค์เขียนเองชอบเอง อย่างเรื่อง มูลค่า กับ คุณค่า แยกให้ออก ที่มาจากประสบการณ์ตรง คือที่บ้านมีเก้าอี้หนังตัวหนึ่งที่ซื้อมาแพงมาก

"ช่วงที่ลูก 3-4 ขวบ ชอบใช้เล็บข่วนเก้าอี้จนเป็นรอย ช่วงแรกหงุดหงิด แต่พอเวลาผ่านไปมีโมเมนต์นั่งคิด แล้วก็มาคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องมูลค่าถูกหรือแพง อีกหน่อยลูกเราคงไม่ทำแล้ว แต่เก้าอี้นี้จะมีคุณค่ามากมายมหาศาล เป็นเก้าอี้ที่มีรอยอดีต เวลาเรานั่งเรายิ้มได้ทุกทีที่นึกถึงที่มาของร่องรอย อีก 20 ปีลูกแต่งงานไป เราก็ยังนั่งและคงมีความสุข"

ไมค์ เล่าด้วยว่า ที่อยากเขียนเพราะชอบสอนด้วย ซึ่งช่วงก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย มีเวลาว่างช่วงหนึ่งได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่องการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

"ชอบอารมณ์ที่ได้ถ่ายทอด ก็คิดว่าถ้าเกษียณอายุหรือเออร์ลี่รีไทร์ ก็อาจจะไปสอนหนังสือก็ได้ และเวลาที่บล็อกเรามีคนแชร์บอกว่าได้ประโยชน์ หรือมีคนอินบ็อกซ์ถามเข้ามา เช่น มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ผมก็ตอบเขายาวเลย อย่างนี้ชอบ สนุกดี

“ให้เรียกตัวเองว่าเป็นอาชีพอะไร อืม! ถ้านักการตลาดก็มีคนเก่งกว่าผมเยอะ หรือนักการเงินก็มีคนเก่งกว่าเยอะ ไม่รู้หรอก อย่างเขียนหนังสือก็สนุกดี แต่เขียนเป็นงานอดิเรกมากกว่า ส่วนการสอนหนังสือไม่ได้สอนแล้ว แต่อยู่ในแพลนที่อยากจะสอน ผมเชื่อว่าคนเราทำได้ทุกอย่างถ้าอยากทำ และถ้ามีความสุขในการทำจะยิ่งทำได้ดี”

ส่วนผสมลงตัวระหว่างธุรกิจกับศิลปะ

ไมค์เรียนจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้านมาร์เก็ตติ้งไฟแนนซ์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา แต่เห็นได้ว่างานที่ทำจะอยู่ในสายงานธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยไปทางสังคมศาสตร์อย่างที่เรียนมา

"ทำงานที่แรกเป็นแอคเคาต์แมเนเจอร์บริษัทเอเยนซีโฆษณา โลว์ ลินตาส จากนั้นได้โอกาสทำงานที่ซิตี้แบงก์ ในฐานะโปรดักส์แมเนเจอร์ในผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต และเลื่อนขึ้นเป็น คันทรี มาร์เก็ตติ้ง ไดเรกเตอร์ ดูภาพรวมการตลาดของซิตี้แบงก์ ก่อนย้ายค่ายไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ในตำแหน่ง Head of credit card และขึ้นเป็น Mass customer seqment ลูกค้าทั่วไป ควบตำแหน่ง Head of digital banking หลังออกจากไทยพาณิชย์ได้ไปทำธุรกิจส่วนตัวระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย ในปัจจุบัน

“ที่เลือกเรียนสายสังคมศาสตร์นั้น เพราะเป็นเรื่องรากฐาน หากไปเรียนเทคโนโลยี อีก 10 ปีก็เปลี่ยนแล้ว แต่สังคมยังเหมือนเดิม เช่น เรียนเรื่องสลัม ก็จะสอนว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นเรื่องผมที่สนใจ ซึ่งข้อดีเมื่อทำงานเกี่ยวกับธุรกิจหรือการตลาด ยิ่งเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น ช่วยเรื่องงานได้เยอะมาก”

ถึงแม้จะสนใจสังคมศาสตร์ แต่ไมค์ไม่มีความคิดที่จะไปทำงานด้านสังคมหรือการเมืองเลย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบด้านธุรกิจและด้านการตลาด

"รู้สึกสนุกที่ได้ทำ ส่วนการเมืองก็ติดตามข่าวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้อยากทำงานทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในพาร์ตของการเขียนหนังสือก็คล้ายกับเป็นงานด้านสังคมวิทยาอยู่เหมือนกัน หนังสือไปอยู่ในหิ้งหมวดจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการติดต่อกับคน"

อนาคตการทำงานของไมค์นั้นไม่ได้วางไว้ เพราะไม่เคยคิดระยะยาวเลย คิดแค่ว่าให้มีความสุข สนุกกับสิ่งที่ทำก็พอ เมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่มีความสุข แสดงว่าไม่ใช่เวลาแล้ว

"อีกข้อหนึ่งไม่ต้องกลัวว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วตัน เท่าที่ดูจากประสบการณ์คนรู้จักไม่เคยมีคนตันเลย คิดว่าเอาให้มีความสุขและทำได้ดี ถ้าเราทำได้ดีแล้วคนอื่นมองว่าไม่ดี นั่นก็ถึงเวลาที่ออกมาเหมือนกัน แต่แล้วก็จะต้องมีทางไปต่ออยู่ดี ไม่กลัวอนาคต ตัวเองจึงไม่แพลนว่า 5 ปี 10 ปี จะเป็นอะไร ไม่เคยเลยตั้งแต่ทำงาน โชคดีที่มาด้วยตัวมันเอง ที่เห็นความก้าวหน้ามาเรื่อยๆ

“ต่อให้ไม่ก้าวหน้าแต่มีความสุข ผมก็ว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ผมมีเพื่อนหลายคนก็อยู่ที่เดิมแต่เขามีความสุขมาก ชีวิตด้านอื่นก็มีความสุขสุดๆ แม้ด้านนี้อาจไม่ได้ไปวิ่งเร็วมาก นั่นคือประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิต เพราะความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างผมตอนนี้ก็มีความสุขดี ถามว่าเครียด งานก็เยอะ ก็มีบ้าง แต่สนุก เราได้อยู่ในองค์กรที่ช่วยอะไรได้จริงในตลาด”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!