ไลฟ์

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

  • 02 ธันวาคม 2560 เวลา 13:27 น.
  • | เปิดอ่าน 1,353
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

โดย...ปริญญา ชูเลขา

นักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องมีพื้นฐานการเป็นนักอ่าน นักสะสมประสบการณ์ และที่สำคัญต้องมีต้นแบบที่ดี

ดั่งลูกไม้ใต้ต้นนักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย วิชญะ เครืองาม หรือ “ดร.โอม” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เส้นทางชีวิตในการก้าวขึ้นมาเป็นนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นไอดอล สร้างแรงบันดาลใจคนสำคัญที่สุดในชีวิต วิชญะ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า

"ผมสนใจเรียนหนังสือ อ่านหนังสือวิชาสังคมตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะข่าวการบ้านการเมืองและข่าวสังคม หรือความรู้รอบตัวต่างๆ จะชอบมากกว่าเรื่องพวกวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่จะต้องคิดคำนวณตัวเลข หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองอะไรแบบนั้นผมไม่ชอบ แต่ผมชอบวิชาศิลปะชอบความสวยความงาม ชอบเรียนวิชาสังคม เพราะชอบสังเกตชีวิตคนทั่วไป แล้วก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด

ที่สำคัญได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมออกงานสังคมตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นคนที่รู้จักคนหลากหลายวงการเยอะมากๆ เพื่อนฝูงคุณพ่อมีทั้งนักการเมือง อาจารย์สถาบันการศึกษา หรือนักธุรกิจดังๆ มากมายบ้านผมทั้งครอบครัว ตั้งแต่คุณตาเป็นนักกฎหมาย และยังมีคุณน้าเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา แล้วตัวผมก็เดินตามรอยเท้าคุณพ่อมาเป็นนักกฎหมาย เพราะนักกฎหมายทั้งหมดอยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ผมจะเดินตามรอยเท้าคุณพ่อ”

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนกฎหมาย วิชญะ บอกว่าเพราะไม่ชอบอาชีพอื่นๆ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือแพทย์ คงตอบยาก แต่ถ้าถามว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการเลือกเส้นทางชีวิต

"ตอนนั้นคงตอบได้ว่าเมื่อมีครูกฎหมายอยู่ในบ้านแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรหรือจะเรียนอะไรไปก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็ไปเรียนวิชาอื่นๆ อยู่พักหนึ่งว่าจะเรียนอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชอบเรียนวิชากฎหมายหรือไม่ แต่กว่าจะมารู้ตัวว่า ชอบวิชากฎหมายตอนไหนนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญมากๆ

ผมไม่ได้ชอบกฎหมายอย่างเดียว แต่ที่เลือกวิชากฎหมาย เพราะนำมาทำเป็นอาชีพได้ แต่ก็ชอบงานหรือวิชาอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น งานศิลปะ ผมชอบการตกแต่งบ้าน ผมชอบประเภทความสวยความงาม หรือแฟชั่นผมก็นำสมัย แต่ว่าวิชากฎหมายเป็นวิชาชีพที่ใช้หาเงินได้ และพอเรียนไปเรียนมาก็ชอบและรู้สึกว่าตัวเองถนัด”

วิชญะ เล่าต่อว่า ต้องถือว่าคุณพ่อ คือไอดอลเบอร์หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่คุณพ่อคนเดียวที่จะเป็นต้นแบบนักกฎหมาย

"เพราะผมดูทุกคนรอบตัว และผมรู้จักคนเยอะ ผมจึงสังเกตว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เวลาไปเจอหรือสัมผัสจะเก็บมาเรียนรู้ เช่น บางท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม บางท่านมีความเมตตา บางท่านมีเสน่ห์ บางท่านมีความรู้รอบตัวที่ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว เห็นแล้วรู้สึกประทับใจแล้วตัวเองอยากเป็นแบบนั้นบ้าง จึงพยายามสะสมตรงนั้นให้มารวมอยู่ในตัวเราเองทั้งหมด

ผมชอบปฏิรูปและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ วันถ้าไม่ทำอะไรก็จะแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอ่านหนังสือ สำหรับหนังสือเล่มโปรดและชื่นชอบที่สุด คือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เรื่อง พระมหาชนก และยังสะสมเหรียญพระมหาชนกทุกรุ่น คุณค่าสำคัญไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือคุณค่าที่แสดงความวิริยะ อุตสาหะ และความเพียร นับเป็นแรงบันดาลใจและเป็นรากฐานสำคัญในการทำความดีในการใช้ชีวิตยึดมั่นตลอดมา”

วิชญะ กล่าวอย่างมีความสุขว่าได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมในหลายๆ เรื่อง จึงมีโอกาสดีกว่าหลายๆ คน ถ้าอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะสามารถทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อทำได้ดีอยู่แล้วและมีอาชีพที่มั่นคงก็ต้องช่วยเหลือคนอื่น

"ในหลายๆ เรื่อง หรือมีงานอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ให้สังคมหรือประเทศชาติได้ แล้วตัวเองมีความสามารถหรือได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่พร้อมจะทำเต็มที่ ผมไม่เคยปฏิเสธเลย พิจารณาได้จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นกรรมการสมาคมแบดมินตันฯ ได้ช่วยงานสังคมโดยไม่ได้เงินทองอะไร หรือไปเป็นกรรมการสมาคมศิษย์เก่าหรือไปช่วยงานเป็นอาจารย์ช่วยสอนหรืองานอะไรที่ช่วยสังคมได้ก็ทำทุกอย่างและเต็มที่

โดยแบ่งว่างานเพื่อหาเลี้ยงชีพกับงานสาธารณะ หรืองานตอบแทนคืนสังคมก็จะทำเท่าๆ กัน เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเกิดมาทำงานๆ มีเงินเก็บแล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสังคม ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

ได้แบ่งเวลาไว้ทำงานจิตอาสา เช่น น้ำท่วมก็ไปช่วยชาวบ้าน โดยปกติผมเป็นคนกิจกรรมตั้งแต่เรียนหนังสือ เช่น สมัยเรียนที่จุฬาฯ ได้จัดตั้งศูนย์กฎหมายและทุกปีก็ไปตั้งแคมป์ออกค่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายให้กับชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่ชอบ พอเรียนจบไปทำโครงการกับศาลยุติธรรม ทำงานกับเด็กและเยาวชน โดยตัวผมไปเป็นประธานหลักสูตรด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ชีวิตและสร้างความเป็นผู้นำแก่เด็กยุคใหม่”

วิชญะ เล่าว่าในเส้นทางนักกฎหมายจะดูคุณพ่อเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

"ผมเชื่อว่าคุณพ่อมีคนเคารพและรักพอสมควร จึงอยากเป็นนักกฎหมายที่คนรักเคารพและไว้ใจ เพราะเมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่ซื่อสัตย์สุจริตย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะการทำงานอาชีพนักกฎหมาย ต้องมีกรอบความซื่อสัตย์สุจริตตรงนี้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้รับตำแหน่งตรงไหนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ได้อยากเป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ดีใจมากกว่าที่ได้ช่วยงานสังคม และถ้ามีโอกาสตรงนี้ยินดีมาก แต่คงไม่ไปขอร้องอ้อนวอนว่าอยากเป็นโน้นเป็นนี่ผมไม่ทำแบบนั้น

“ก่อนจะมาอยู่ตรงนี้ ผมเคยทำงานการเมืองเมื่อครั้งสมัยวิกฤตการเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน ผมก็ได้เป็นอนุกรรมการ สว.ด้านการสื่อสารเทคโนโลยี ก็เป็นอยู่หลายปี เรียกได้ว่าทำงานด้านนี้มาโดยตลอด หรือไปเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการอีกหลายๆ ชุดเหมือนกัน ผมเดินเข้าๆ ออกๆ สภามาโดยตลอด ดีมากที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง หลักสำคัญคือ เมื่อมีงานประจำที่มั่นคงแล้วจะทำอย่างไร เพื่อแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมบ้าง โดยนำประสบการณ์ที่ตัวเองถนัดไปช่วยได้บ้างก็เท่านั้น นี้คือหลักการในการใช้ชีวิต”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์