Ishikawa น่าไปมาก 4

  • 21 มกราคม 2561 เวลา 12:31 น.
  • | เปิดอ่าน 433
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

Ishikawa น่าไปมาก 4

หลังชมทั้งโรงแรมสองแห่งไปแล้ว เราก็เดินทางไปยังที่พักในคืนนี้คือ โรงแรมอาเอะโนะคาเซะ (Aenokaze) ซึ่งอยู่ในเครือของ Kagaya เช่นกัน คำว่า อาเอะโนะคาเซะ แปลว่า ลมตะวันออก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์จากลมตะวันออกที่พัดพาความอบอุ่นมา บุคลิกของโรงแรมแห่งนี้จึงดูอบอุ่นสบายๆ กว่าสองแห่งแรก แต่มาตรฐานบริการสูงเสมอกัน อย่างแรกเรื่องกระเป๋านี่แทบไม่ต้องจับ เจ้าหน้าที่สุภาพสตรียกให้หมดจะขอลากเองยังไม่ยอม (แอบละอายนิดๆ) อย่างที่สองประดับธงไทยอีกเช่นกัน อย่างที่สามระหว่างรอเช็กอินนั่งปุ๊บเจ้าหน้าที่บริการผ้าเช็ดมือและสอบถามเครื่องดื่ม ครู่เดียวกาแฟร้อนก็มาเสิร์ฟพร้อมขนมญี่ปุ่นขึ้นชื่อแต่ไม่จบเพียงนั้น เจ้าหน้าที่ยังอธิบายเรื่องขนมและวิธีใช้ไม้ไผ่ตัดจิ้มกินอีกด้วย เป็นการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

หลังจากเก็บของขึ้นห้องพักเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี มื้อค่ำในโรงแรมแบบนี้ไม่พ้นอาหารชุด Kaiseki ครับ หลายท่านอาจจะเคยผิดหวังหรือสิ้นหวังกับไคเซกิ แต่สำหรับที่อิชิกาวะ โดยเฉพาะโรงแรมในเครือ Kagaya นี่วางใจได้ นอกจากจะเด่นในเรื่องบริการแล้ว อาหารก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มาทำความเข้าใจกันก่อนเพราะวิธีการเที่ยวต่างจังหวัดของคนไทยกับคนญี่ปุ่นมีความต่างกันอยู่เล็กน้อยคือ คนไทยไปต่างจังหวัดมักไปหาข้าวกินข้างนอก แต่คนญี่ปุ่นที่ไปต่างจังหวัดโดยเฉพาะโรงแรมที่มีออนเซนหรือเรียวกังเกือบทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่พักหรือย่านใกล้ๆ และกินข้าวเย็นของโรงแรมหมด

ดังนั้น การตัดสินใจเลือกที่พักจึงไม่ใช่แค่เพียงตัวอาคารหรือห้องเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อย่างอาหารและออนเซนเป็นสำคัญอีกด้วย ดังนั้นเรียวกังดีๆ จึงมีอาหารอร่อยเสมอ อย่างที่สองแคว้นคางะในอดีตได้รวมปมเด่นของไคเซกิสองสายมารวมกัน สายแรกคือไคเซกิดั้งเดิมที่เป็นอาหารรองท้องในพิธีชงชาซึ่งเป็นคำเล็กคำน้อยกับไคเซกิสำหรับในราชสำนักและซามูไรชั้นสูง อย่างที่เขียนไปในตอนต้นๆ แล้วว่า ท่านเจ้าแคว้นมาเอดะได้ทำนุบำรุงด้านการศิลปวัฒนธรรมโดยเชื้อเชิญศิลปินช่างฝีมือไปจนถึงพ่อครัวเก่งๆ มาอยู่ที่คางะ ดังนั้นอาหารของแคว้นคางะจึงแฝงกลิ่นอายของเกียวโตไว้อย่างแนบเนียนและเปิดกว้างกว่าเพราะไม่ติดกรอบของราชสำนัก ทำให้ไคเซกิของแคว้นคางะอุดมไปด้วยการสร้างสรรค์มาจนทุกวันนี้

ห้องอาหารของที่นี่มีทั้งแบบนั่งในโถงหรือห้องส่วนตัว ถ้านั่งในโถงก็ใกล้กับเวทีการแสดง แต่นั่งในห้องได้ความเป็นส่วนตัวและมองเห็นเช่นกันแต่ไกลหน่อย เท่าที่สังเกตถ้ามาเป็นหมู่คณะจะถูกจัดให้นั่งในโถง มาเองอย่างพวกเราได้นั่งในห้อง และจำนวนห้องก็ดูเหมือนจะเยอะพอๆ กับที่นั่งในโถง มองไปรอบๆ มีผมและฝรั่งอีกคนที่เป็นต่างชาติ และก็เป็นต่างชาติที่มากับคนญี่ปุ่น จึงพอจะสรุปได้ว่าที่นี่ยังมีคนต่างชาติไม่มากนัก ฉุกคิดได้ดังนี้เลยเอามือถือมาเปิดรูปที่ถ่ายด้านหน้าทางเข้า ใช่แล้วเป็นธงไทยกับธงสวีเดน 2 ชาติเท่านั้น มาเริ่มกินกันเลยดีกว่า อย่างแรกเป็นเครื่องดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) ที่จะต้องมีเสมอ อาจจะเป็นเหล้าบ๊วยหรือค็อกเทลบางๆ อย่างของที่นี่เป็นค็อกเทลทำจากยูสุและน้ำผึ้งรสชาติหวานหอมกลมกล่อมดี

อาหารส่วนหนึ่งถูกจัดวางไว้แล้ว มีจานรวมออร์เดิร์ฟซึ่งเป็นไคเซกิแบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟในพิธีชงชา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มใหญ่เพราะนอกจากจะเย็นชืดแล้วหลายสิ่งก็แปลกออกไปจากอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นชิน ยิ่งถ้าอ่านจากเมนูด้วยแล้วต้องคิดไปไกลเพราะรายการอาหารยาวมาก แต่ไม่มีก็ไม่ได้เพราะมันจะไม่ใช่ไคเซกิที่แท้จริง พอหันไปมองจานอื่นใจชื้นขึ้นเยอะ จานแรกเป็นขาปู ปูของอิชิกาวะขึ้นชื่อมาก ปูแถวทะเลญี่ปุ่นเป็นปูซูไวไม่ใช่ปูยักษ์ทะราบะเหมือนฮอกไกโด นักท่องเที่ยวหลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าถูกหลอกเอาปูตัวเล็กมาให้ แต่ถ้าวัดกันเรื่องรสชาติปูซูไวกินขาด ของดีไม่ดีดูได้จากที่จังหวัดแถวนี้สามารถสร้างแบรนด์ได้ด้วยการติดป้ายสี จังหวัดฟุกุอิ ป้ายสีเหลือง เรียกปู Echizen ของอิชิกาวะ ป้ายสีฟ้า เรียกปู Kanou ซึ่งเป็นตัวผู้ และมีของพิเศษที่มีเฉพาะหน้าหนาว คือปูไข่ หรือปู Kobako ดังนั้นเมื่อมาแถวภูมิภาคนี้ขอให้เข้าใจและเปิดใจว่าคนแถวนี้เขาไม่นิยมกินปูฮอกไกโดกันครับ

อีกจานที่ถูกใจมากคือเนื้อวัวญี่ปุ่นย่างบนใบโฮบะ เนื้อหนาชิ้นใหญ่ดูจากลักษณะของเนื้อที่มีมันแทรกอยู่อย่างสวยงามก็รู้ว่าเป็นของดี ย่างเสร็จเนื้อสุกปานกลางจิ้มกินกับซอสอร่อยเต็มปากเต็มคำ ถ้วยฝั่งตรงข้ามที่มีฝาปิดเป็นปลาบุรีต้ม เนื้อปลานุ่มในน้ำซุปข้นคล้ายเกรวี่ จานนี้ถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ คงดีมาก สักพักพนักงานยกซาชิมิมา อันนี้คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนของไคเซกิชั้นดี เพราะหลายแห่งเตรียมซาชิมิไว้ตั้งแต่ต้นจนบ่อยครั้งที่ความสดลดลง แต่ถ้าเป็นเรียวกังดีๆ คือพร้อมแล้วถึงค่อยนำมาเสิร์ฟ ซาชิมิที่นี่สดอร่อยโดยเฉพาะไข่หอยเม่นที่มาพร้อมเปลือก ที่โดดเด่นคือเกล็ดโชยุที่ดูคล้ายน้ำพริกเป็นเครื่องจิ้มซาชิมิที่แปลกแต่ยังได้รสชาติเดิมๆ

จานสุดท้ายหอยเป๋าฮื้อย่างสุกหั่นพอคำเสิร์ฟมาในเปลือกหอย เนื้อกรุบนุ่มหนึบเวลาเคี้ยวอบอวลไปด้วยรสชาติของเป๋าฮื้อ อิ่มกับแล้วถึงเสิร์ฟข้าว นี่เป็นอีกอย่างที่ขัดกับการกินของเรา ซึ่งสามารถขอให้เขาเสิร์ฟข้าวพร้อมอาหารได้เช่นกัน เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นเริ่มรู้ใจคนไทยแล้ว แต่ที่อิชิกาวะอาจจะยังไม่คุ้นและผมเองก็ไม่ซีเรียส เลยปล่อยไปตามลำดับไม่ต้องให้พนักงานและเจ้าหน้าที่ร่วมทริปลำบากใจ ระหว่างมื้ออาหารมีโชว์ให้ดูด้วย 2 โชว์ โชว์แรกดูไม่ค่อยเข้าใจ แต่โชว์หลังนี่ตื่นเต้นสนุกมาก เป็นโชว์ตีกลองโดยคนสวมหน้ากากปีศาจ เรียกว่า Nafune Gojinjo Taiko เรื่องมีอยู่ว่า ในปี ค.ศ.1577 ทัพเรือของ Uesugi Kenshin วางแผนบุกแหลมโนโตะ ชาวบ้านแถวนั้นทราบข่าวเลยต้องคิดหาอุบายเอาตัวรอดด้วยการแต่งเป็นปีศาจทะเล ทำผมยุ่งบ้าง เอาสาหร่ายมาปกคลุมบ้าง ฉีกเสื้อให้ขาดรุ่งริ่งและใส่หน้ากากปีศาจ ตีกลองและร่ายรำด้วยท่าทางแปลกๆ อยู่ริมทะเลตรงตำแหน่งที่ข้าศึกจะขึ้นบก

นักรบของข้าศึกเห็นตัวประหลาดตีกลองริมทะเลเลยกลัวถอยทัพหนีไปโดยไม่ต้องสู้รบ ปัจจุบันการตีกลองแบบนี้ได้รับการจัดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และหาดูไม่ได้ง่ายๆ เพราะมือกลองต้องเป็นคนในหมู่บ้าน Nafune เมืองวาจิมะเท่านั้น และกลองก็ต้องผลิตในอิชิกาวะด้วยเช่นกัน โชว์จบของหวานก็มาเสิร์ฟอย่างพอเหมาะพอดี เป็นพุดดิ้งงาดำเสิร์ฟกับขนมไดฟุกุ จบมื้อค่ำอย่างอิ่มหนำสำราญใจมาก

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!